วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ข่าวดีสำหรับนักเขียนหญิง เชิญส่งผลงานเข้าประกวดรางวัลชมนาดครั้งที่ 5 มีเวลาส่งถึง ก.พ. 2559

ขอเชิญนักเขียนหญิงทั่วไทย ร่วมส่งผลงานเขียนเข้าประกวดรางวัล ชมนาดครั้งที่ 5

  นักเขียนหญิงทั้งหลาย อย่าปล่อยเวลาให้เสียเปล่า มาส่งเรื่องเข้าประกวดรางวัลชมนาดกันดีกว่า
มีพล็อตเรื่องดีๆ โดยเฉพาะเรื่องที่สามารถสื่อสารให้สังคมเข้าใจผู้หญิงมากยิ่งขึ้น หากมีเวลา มีพล็อต มีฝีมือก็ส่งเข้าประกวดได้เลย มีเวลาให้ส่งจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2559

อ่านรายละเอียดการส่งประกวดให้เข้าใจทะลุปรุโปร่งก่อนลงมือเขียนและส่งไปนะจ๊ะ
ขอให้โชคดีทุกท่าน

บริษัท สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น จำกัด ร่วมกับ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ขอเชิญนักเขียนสตรีไทย ส่งผลงานเข้าร่วมการประกวดรางวัลชมนาด ครั้งที่ 5 : Chommanard Book Prize ครั้งที่ 5 (NON-FICTION) ชิงเข็มกลัดสัญลักษณ์รางวัลชมนาด ล้อมเพชรแท้ ทรงคุณค่า พร้อมเงินรางวัล และค่าลิขสิทธิ์ในการจัดพิมพ์

หลักการและเหตุผล
  วรรณกรรมของไทยในปัจจุบันมีหลากรูปแบบและหลายประเภท งานวรรณกรรมที่มีเรื่องราว เกี่ยวข้องกับชีวิตจริงและงานเขียนสารคดีนับเป็นวรรณกรรมอีกประเภทหนึ่ง ที่ผู้อ่านให้ความสนใจทั้งในประเทศและต่างประเทศ แต่สารคดีที่ประพันธ์จากชีวิตจริงที่สร้างสรรค์จากมุมมองของผู้หญิงและ ผู้ชายย่อมมีความแตกต่างกันมากกว่าความละม้ายคล้ายคลึง เนื่องจากผู้หญิงจะเก็บรายละเอียดได้ดีกว่าตามธรรมชาติของเพศแม่ แม้ว่าหลายเรื่องในชีวิตมักจะมีความเห็นคล้อยตามนักประพันธ์ชายก็ตาม อย่างไรก็ดี โลกทัศน์จากภาพรวมของผู้หญิง จะมีรายละเอียดมากกว่า ดังนั้น วรรณกรรมที่เกี่ยวข้องและสะท้อนมุมมองของผู้หญิงในลักษณะดังกล่าว จึงเปรียบเสมือนการพยายามทำความเข้าใจในตัวตนของผู้หญิงในอีกมิติหนึ่ง  โครงการรางวัลชมนาด (Chommanard Book Prize) จึงเกิดขึ้นและดำเนินการสำเร็จต่อเนื่องมาถึงครั้งที่ 4 แล้ว โดยชี้ถึงความลับใต้เตียง ในเรื่องรอยวสันต์ (รางวัลชมนาดครั้งที่ 1),  อันตรายและความเจ็บปวดของหญิงขายบริการ ในเรื่องฉันคือเอรี่ กับประสบการณ์ข้ามแดน (รางวัลชมนาดครั้งที่ 2),  เรื่องราวสารพัดปัญหาของหญิงตั้งครรภ์ ผ่านประสบการณ์สูตินรีแพทย์หญิง พฤกษามาตา และเรื่องราวของผู้หญิงที่ปรารถนามีสามีเป็นชาวต่างชาติ เพราะต้องการไปใช้ชีวิตนอกประเทศจากเรื่อง ก่อนสิ้นรุ่งอรุณแห่งฝัน (รางวัลชมนาดครั้งที่ 3)  เป็นอาทิ

ด้วยความแตกต่างดังกล่าวข้างต้น ที่ผู้ชายไม่มีรายละเอียดทางประสบการณ์เช่นผู้หญิง  ผู้ริเริ่มโครงการฯ ต้องการเปิดโอกาสและให้กำลังใจนักเขียนหญิงที่มีพื้นที่อยู่ก่อนแล้วในเชิง ปริมาณ เป็นการเน้นผลงานสร้างสรรค์เชิงคุณภาพมากขึ้น และอย่างต่อเนื่อง จนมาถึงผลงานรางวัลชมนาดชนะเลิศครั้งที่ 4  ชื่อเรื่อง เขาตราหน้าว่าหมอฆ่าคน โดยสนับสนุนทั้งทุนและโอกาสเฉพาะนักเขียนหญิงไทย ให้มีเวทีประกวดรางวัลวรรณกรรมประเภทสารคดีในรอบใหม่ครั้งที่ห้า  เพื่อกลุ่มเป้าหมายนักอ่านทั่วไป ทั้งในระดับประเทศ และนานาชาติ ได้ประจักษ์ถึงศักยภาพของนักเขียนสตรีไทยเป็นกรณีพิเศษ

วัตถุประสงค์
1. เพื่อเป็นวรรณกรรมสร้างสรรค์ชั้นเลิศ
2. เพื่อส่งเสริมรางวัลวรรณกรรมยอดเยี่ยมของนักเขียนหญิง
3. เพื่อสร้างเสริมและเผยแพร่ผลงานเขียนของสตรีไทยสู่ระดับชาติและสากล

ผู้สนับสนุนโครงการ (เจ้าภาพร่วม)
บริษัท สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น จำกัด ร่วมกับ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

ประเภทของงานเขียนที่รับพิจารณาในครั้งที่ 5
งานสารคดี (Non-Fiction) โดยนักเขียนสตรีไทย ที่สร้างสรรค์เป็นอย่างเลิศ และมีความประณีตเพียงพอที่จะแปลและจัดพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษ เผยแพร่ไปให้ทั่วโลกได้ชื่นชม

กติกาในการส่งผลงานเข้าร่วมประกวด
1. เป็นงานเขียนที่แต่งขึ้นใหม่ โดยสร้างสรรค์เป็นภาษาไทย  และต้องไม่เคยจัดพิมพ์เป็นเล่มที่ใดมาก่อน มีความยาวของเรื่องไม่ต่ำกว่า 100 หน้ากระดาษ A4 ขนาดตัวอักษร 16 point โดยต้องพิมพ์และส่งต้นฉบับพร้อมสำเนา รวม 2 ชุด พร้อมแผ่น CD บันทึกข้อมูล 1 แผ่น  ทั้งนี้คณะกรรมการขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่ส่งคืนผลงานเข้าประกวดทุกสำเนา (รวมถึงต้นฉบับ) ไม่ว่าจะได้รับรางวัลหรือไม่ก็ตาม
2. ไม่ได้ลอกเลียน ดัดแปลง หรือละเมิดลิขสิทธิ์ จากเรื่องใดเรื่องหนึ่งจากงานสร้างสรรค์ของผู้ใด หากมีการลอกเลียน ดัดแปลง หรือละเมิดลิขสิทธิ์  ผู้ส่งผลงานเข้าประกวดจะถูกตัดสิทธิ์จากการประกวดและต้องเป็นผู้ที่รับผิด ชอบทางกฎหมายโดยลำพัง
3. ผลงานต้องไม่เคยส่งประกวดหรือเผยแพร่ในรูปแบบสื่อใดๆมาก่อนรวมถึงสื่อ อินเตอร์เน็ตหากมีการตรวจพบภายหลัง ผู้ส่งจะถูกตัดสิทธิ์รางวัลการประกวด และมีผลถึงการพิจารณาการส่งเข้าประกวดครั้งต่อไป
4. ผู้ส่งผลงานเข้าประกวดมีสิทธิ์ส่งผลงานได้เพียง 1 เรื่อง
5. ผู้ส่งผลงานเข้าประกวดจะต้องมีชีวิตอยู่ขณะที่ส่งผลงาน
6. กรณีใช้นามปากกาหรือนามแฝง ผู้ส่งผลงานเข้าประกวดต้องแจ้งชื่อ นามสกุลจริง ที่อยู่และหมายเลขโทรศัพท์ที่สามารถติดต่อได้สะดวกเพื่อประโยชน์ในการติดต่อ กับโครงการฯ
7. ผลงานที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ รวมถึงผลงานอื่น ๆ ที่เข้ารอบพิจารณาตัดสิน บจก. สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น สงวนสิทธิ์ในการจัดพิมพ์และเผยแพร่เป็นแห่งแรก ทั้งภาษาไทย และที่พิเศษคือภาษาอังกฤษ (เฉพาะเล่มที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ) โดยจะอยู่ในสัญญาลิขสิทธิ์เป็นระยะเวลา 5 ปี
8. คณะกรรมการไม่รับพิจารณาผลงานที่ส่งเข้าประกวดของพนักงานบริษัทฯ และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง
9. หากมีการตัดสินให้มีผลงานที่ได้รับรางวัลนอกเหนือจากรางวัลที่ได้กำหนดไว้  สำนักพิมพ์ขอสงวนสิทธิ์ในการเป็นผู้จัดพิมพ์และเผยแพร่ ทั้งนี้บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการมอบรางวัลชนะเลิศหรือไม่ก็ได้ กรณีผลงานที่ส่งเข้าประกวดไม่ผ่านมาตรฐานการตัดสินของคณะกรรมการ
10. การตัดสินของคณะกรรมการถือเป็นเด็ดขาด แต่อย่างน้อยจะมีรางวัลรองชนะเลิศ จากผลงาน 5-9 เรื่องสุดท้ายที่ผ่านการคัดเลือกเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการตัดสินได้
11. ทางบริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์การจัดพิมพ์เรื่องที่ส่งเข้าประกวดทุกเรื่องก่อนสำนักพิมพ์อื่นโดยทางบริษัทฯ ยินดีจ่ายค่าลิขสิทธิ์ตามสัญญาลิขสิทธิ์อันเป็นมาตรฐาน

รางวัลในการประกวด
1. รางวัลชนะเลิศ 1 รางวัล “รางวัลชมนาด” จะได้รับการประดับ “เข็มกลัดสัญลักษณ์รางวัลชมนาด ล้อมเพชรแท้” ทรงคุณค่า พร้อมเงินรางวัลจำนวน 70,000 บาท และค่าลิขสิทธิ์ในการจัดพิมพ์เป็นเล่มทั้งภาคภาษาไทยและอังกฤษ ตามมาตรฐานค่าตอบแทนลิขสิทธิ์ ของแต่ละประเทศ
2. รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จะได้รับเกียรติบัตรชมเชย จากโครงการ Chommanard Book Prize พร้อมเงินรางวัล 50,000 บาท และต้นฉบับจะได้รับการจัดพิมพ์เผยแพร่เพียงภาษาเดียว พร้อมค่าลิขสิทธิ์ตามมาตรฐานไทย
3. รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จะได้รับเกียรติบัตรชมเชย จากโครงการ  Chommanard Book Prize พร้อมเงินรางวัล  30,000 บาท  และต้นฉบับจะได้รับการจัดพิมพ์เผยแพร่เพียงภาษาเดียวพร้อมค่าลิขสิทธิ์ตาม มาตรฐานไทย

ระยะเวลาของโครงการครั้งที่ 5

เตรียมโครงงานและประชาสัมพันธ์ กรกฎาคม – สิงหาคม 2558
แถลงข่าว 29 กรกฎาคม 2558
เปิดพิจารณาผลงาน 1 สิงหาคม 2558 – 29 กุมภาพันธ์ 2559
คัดเลือกผลงาน 1 มีนาคม – 30 เมษายน 2559
ตัดสินผลงาน พฤษภาคม – มิถุนายน 2559
ประกาศผลรางวัล ปลายกรกฎาคม 2559
หมายเหตุ
1.วันสิ้นสุดการรับผลงาน 29 กุมภาพันธ์ 2559 โดยพิจารณาจากตราประทับของไปรษณีย์เป็นหลัก
2.ส่งผลงานได้ 2 ช่องทางคือ ทางไปรษณีย์และด้วยตัวเอง ณ จุดรับผลงาน (โดยยืนยันจากตราประทับลงวันที่รับเอกสารเป็นหลัก)
3.หากมีความจำเป็น ทางคณะผู้จัดงานขอสงวนสิทธิ์ในการขยายระยะเวลาการรับพิจารณาต้นฉบับด้วย

การพิจารณาผลงาน
1. คัดเลือกและตัดสินผลงานโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจะไม่มีการเปิดเผยชื่อ กรรมการคัดเลือกและตัดสินก่อนการประชุมลงมติที่ได้ข้อสรุปชัดเจนแล้ว
2. ระยะเวลาตัดสินงานที่คัดเลือกเข้ารอบแล้วจำนวน 5-9 เรื่อง และวันประกาศผลรางวัลต่อสาธารณะ จะประชุมตกลงยืนยันร่วมกัน หากมีการเปลี่ยนแปลงจากกำหนดการข้างต้นในกลุ่มคณะกรรมการอีกครั้ง ว่าจะเป็นกาลเทศะใด

ผลที่คาดว่าจะได้รับ
1. ได้ผลงานสารคดีสร้างสรรค์ชั้นเลิศ รางวัลชนะเลิศ 1 รางวัล รางวัลรองชนะเลิศ 2 รางวัล
2. ได้ส่งเสริมรางวัลสารคดียอดเยี่ยมเฉพาะนักเขียนสตรี
3. ได้สร้างเสริมและเผยแพร่ผลงานเขียนของสตรีไทยสู่ระดับชาติและสากล

สถานที่ส่งผลงาน และประสานงานโครงการ

โครงการ Chommanard Book Prize ครั้งที่ 5
บริษัท สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น จำกัด
222 ถนนพุทธมณฑล สาย 2 (บุษราคัม เทอเรส สาย 2)
แขวงศาลาธรรมสพน์  เขตทวีวัฒนา
กรุงเทพมหานคร  10170
โทร. 02 448 0312 , 02 448 0658-9
โทรสาร 02 448 0393
www.praphansarn.com

ขอบคุณข้อมูลจาก เว็บไซต์
http://contestwar.com/contest/5533


กลับสู่ google 


วันอังคารที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2558



Junko  ขอเสนอ
สติ๊กเกอร์ไลน์ล่าสุด "ตี๋น้อย" 
TEE NOY sticker line
น่ารัก กวน เกรียน  
มีติด LINE ไว้นะฮะ 
โหลดเลย  



วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2558

10 ข้อกฎหมายลิขสิทธิ์ที่ชาวเน็ตเสี่ยงต่อการทำผิด ! อ่านดีๆ ก่อนแชร์ก่อนใช้


คนใช้เน็ตควรเพิ่มความระวังการใช้ข้อมูลของคนอื่นให้มากขึ้น  เนื่องจากกฎหมายลิขสิทธิ์ออกมาแล้ว โดยเน้นจัดการพวกที่ใช้ข้อมูลของคนอื่นเพื่อหาผลกำไรหรือผลการค้า หากใช้เพื่อความรู้ เพื่อบอกต่อโดยเจตนาดี ไม่หวังผลประโยชน์ ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร แต่อย่างไรก็ตามลองอ่านกฎหมายลิขสิทธิ์กันก่อน เพื่อทำความเข้าใจให้ดีก่อนแชร์ก่อนใช้

กฎหมายลิขสิทธิ์ออกแล้ว !  10 ข้อที่ต้องระวังดังนี้ 

1.ลิขสิทธิ์คุ้มครองอะไรบ้าง มีอะไรที่เราสามารถเอามาใช้ได้โดยไม่ต้องขออนุญาตหรือไม่

ตอบ ลิขสิทธิ์คุ้มครองงานสร้างสรรค์ เช่น บทความ หนังสือ ซอฟต์แวร์ เพลง รูปภาพ ภาพวาด ภาพถ่าย ภาพข่าว ภาพยนตร์ ละคร เป็นต้น แต่ข้อเท็จจริงต่างๆ รวมทั้งข่าวประจำวันทั่วไปในส่วนของข้อเท็จจริงที่รายงานเพียงแค่ว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร ไม่เข้าข่ายงานอันมีลิขสิทธิ์ เราจึงสามารถเอามาใช้ได้โดยไม่ต้องขออนุญาต

2. เราสามารถดาวน์โหลดภาพยนตร์หรือเพลงจากอินเทอร์เน็ตมาฟังและแชร์ต่อให้เพื่อนได้ไหม

ตอบการดาวน์โหลดถือเป็นการทำซ้ำที่ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์กรณีเว็บไซต์ลิขสิทธิ์ที่เจ้าของลิขสิทธิ์อนุญาตให้ดาวน์โหลดได้ฟรี ก็สามารถดาวน์โหลดได้ แต่ไม่สามารถแชร์ต่อได้ ส่วนกรณีเว็บไซต์ที่ให้บริการโดยเก็บค่าใช้จ่ายในการดาวน์โหลด เมื่อผู้ใช้เสียค่าบริการแล้ว จึงจะดาวน์โหลดมาเพื่อรับชมหรือรับฟังได้ แต่ไม่สามารถแชร์ต่อได้เช่นกัน

3. การก๊อปปี้บทความหรือรูปภาพจากเว็บไซต์มาใส่เฟสบุ๊คของเราหรือแชร์ต่อทางไลน์ ทำได้หรือไม่

ตอบ บทความหรือรูปภาพเป็นงานลิขสิทธิ์ การนำมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นการก๊อปปี้หรือแชร์ต่อ ควรพิจารณาประกอบกับเงื่อนไขการอนุญาตให้ใช้เนื้อหาของเว็บไซต์นั้นๆ ว่าจะทำได้มากน้อยเพียงใด อย่างไรก็ตาม ถ้านำมาใช้ในปริมาณน้อย เช่น 1 ถึง 2 ภาพที่ไม่ได้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ (economic value) อย่างมีนัยสำคัญและไม่ได้เป็นการใช้เพื่อประโยชน์ทางการค้าหรือหากำไรโดยมีการแสดงที่มาของบทความหรือรูปภาพก็อาจถือว่าเป็นการใช้งานลิขสิทธิ์ที่เป็นธรรม(fair use) ไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์

4. การนำงานมาใช้และเผยแพร่โดยอ้างอิงที่มาหรือให้เครดิตผู้สร้างสรรค์เพียงพอหรือไม่ที่จะไม่ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์

ตอบการนำงานมาใช้และเผยแพร่ต้องอ้างอิงที่มาหรือให้เครดิตเสมอ จึงจะไม่ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์และต้องเป็นกรณีที่ไม่ขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานลิขสิทธิ์ตามปกติของเจ้าของลิขสิทธิ์รวมทั้งต้องไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์เกินสมควรด้วย

5. การแฮ็กหรือหลบเลี่ยงมาตรการทางเทคโนโลยีเพื่อเข้าถึงงานลิขสิทธิ์ เช่น รูปภาพหรือคลิปวีดิโอบนอินเทอร์เน็ต และลบลายน้ำดิจิทัลออก และปรับแต่งรูปภาพหรือคลิปวีดิโอและโพสต์ไว้บนเว็บไซต์ของเรา มีความผิดอย่างไร และมีโทษเท่าใด

ตอบ การแฮ็กหรือหลบเลี่ยงมาตรการทางเทคโนโลยีเพื่อเข้าถึงงานลิขสิทธิ์โดยรู้อยู่แล้วว่าการกระทำดังกล่าวอาจจูงใจหรือก่อให้เกิดการละเมิดลิขสิทธิ์หรือสิทธิของนักแสดงถือว่ามีความผิดฐานละเมิดมาตรการทางเทคโนโลยีและหากทำการลบลายน้ำดิจิทัลออกโดยรู้อยู่แล้วว่าการกระทำนั้นอาจจูงใจให้เกิด ก่อให้เกิด ให้ความสะดวก หรือปกปิดการละเมิดลิขสิทธิ์ ถือว่ามีความผิดฐานละเมิดข้อมูลการบริหารสิทธิ ส่วนการปรับแต่งรูปภาพหรือคลิปวีดิโอของผู้อื่นและโพสต์ไว้บนเว็บไซต์ของเราโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์นั้นมีความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์โดยการดัดแปลงและเผยแพร่งานลิขสิทธิ์นั้นต่อสาธารณชน

โทษฐานละเมิดลิขสิทธิ์ปรับ20,000 บาทถึง 200,000 บาท
เพื่อการค้า 100,000 ถึง 800,000 บาท หรือจำคุก 6 เดือนถึง 4 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ

โทษฐานละเมิดข้อมูลการบริหารสิทธิและมาตรการทางเทคโนโลยี ปรับ 10,000 บาทถึง 100,000 บาท
เพื่อการค้า ปรับ 50,000 ถึง 400,000 บาท หรือจำคุก 3 เดือน ถึง 2 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ

6. การก๊อปปี้ภาพหรือบทความจากอินเทอร์เน็ตมาใช้ในลักษณะอย่างไรจึงจะต้องขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์ และอย่างไรจึงไม่ต้องขออนุญาต

ตอบ กรณีที่ต้องขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์ เช่น การนำภาพหรือบทความนั้นไปใช้ในเชิงพาณิชย์ เป็นต้น กรณีที่ไม่ต้องขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์ ต้องเป็นการใช้ในปริมาณพอสมควร เช่น นำมาใช้ในการวิจัยหรือศึกษางานซึ่งไม่ใช่เพื่อหากำไร ใช้เพื่อประโยชน์ของตนเองหรือเพื่อประโยชน์ของตนเองและบุคคลอื่นในครอบครัวหรือญาติสนิท ใช้ในการติชม วิจารณ์ หรือแนะนำผลงานโดยมีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานนั้น ใช้ในการเสนอข่าวทางสื่อสารมวลชนโดยมีการรับรู้ความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานนั้น และใช้ในการเรียนการสอน เป็นต้น

7. การทำบล็อกแล้ว embed โพสต์ของยูทูปมาไว้ที่บล็อกของเรา ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์หรือไม่

ตอบ การทำบล็อกแล้ว embed โพสต์ของยูทูปมาไว้ที่บล็อกของเรา ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ เนื่องจากการกระทำดังกล่าวถือเป็นการทำซ้ำงานลิขสิทธิ์ในบล็อกและถือเป็นการเผยแพร่ต่อสาธารณชนด้วย ซึ่งสิทธิในการทำซ้ำและสิทธิในการเผยแพร่งานลิขสิทธิ์ต่อสาธารณชน เป็นสิทธิแต่เพียงผู้เดียวของเจ้าของลิขสิทธิ์

ในกรณีของการแชร์ลิงค์ (link) เพื่อแนะนำและบอกที่มาของเว็บไซต์ ก็อาจไม่เข้าข่ายการละเมิดลิขสิทธิ์

8. หากซื้อซีดีเพลง หนังสือ หรือรูปภาพมาอย่างถูกต้อง เมื่อใช้แล้วจะนำออกขายต่อได้หรือไม่ กรณีซื้อโดยดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ ภาพยนตร์ เพลงจากเว็บไซต์ จะขายต่อได้หรือไม่

ตอบ การซื้อซีดีเพลงหรือรูปภาพ ผู้ซื้อได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในแผ่นซีดีหรือรูปภาพนั้น จึงสามารถนำออกขายต่อได้ แต่ผู้ซื้อไม่สามารถทำสำเนางานเพื่อนำออกขายได้ เนื่องจากสิทธิในการทำซ้ำและการนำออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนเป็นสิทธิแต่เพียงผู้เดียวของเจ้าของลิขสิทธิ์ สำหรับกรณีการซื้อมาโดยวิธีการดาวน์โหลดนั้น เป็นการที่เจ้าของลิขสิทธิ์อนุญาตให้ใช้สิทธิ (License) ดังนั้น ไม่สามารถนำไฟล์งานดังกล่าวออกขายต่อได้

9. ผู้ให้บริการทางอินเทอร์เน็ต (ISPs) เช่น YouTube Google True DTAC จะมีความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ด้วยหรือไม่ หากผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตอัพโหลดหนังหรือเพลงละเมิดลิขสิทธิ์

ตอบ ผู้ให้บริการทางอินเทอร์เน็ต (ISPs) ไม่ต้องรับผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์หากให้ความร่วมมือกับเจ้าของลิขสิทธิ์ในการนำงานละเมิดออกจากเว็บไซต์ตามคำสั่งศาล

10. จะทำอย่างไรเมื่อมีคนนำงานลิขสิทธิ์ของเราไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

ตอบ เมื่อพบว่ามีการละเมิดเกิดขึ้น เจ้าของลิขสิทธิ์อาจแจ้งเตือนให้ผู้กระทำละเมิดหยุดการกระทำดังกล่าว หรือเจ้าของลิขสิทธิ์อาจไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจหรือฟ้องร้องเป็นคดีต่อศาล หรืออาจขอให้มีการไกล่เกลี่ยระงับข้อพิพาทโดยใช้บริการไกล่เกลี่ยของกรมทรัพย์สินทางปัญญาหรือศาล

(ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1438664531&grpid=00&catid=00)

วันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ตลาดหนังสือการ์ตูนซบเซา ลดยอดพิมพ์เตรียมปรับกลยุทธ์ไปเน้นขาย e book แทน


  แฟนการ์ตูนอ่านข่าวนี้คงเศร้า เมื่่อค่ายการ์ตูนยักษ์ใหญ่อย่างวิบูลย์กิจ ออกมาเปิดเผยว่า ปัจจุบันการ์ตูนถูกละเมิดลิขสิทธิ์อ่านฟรีทางอินเทอร์เน็ต ทำให้ยอดขายการ์ตูนลดต่ำลง อีกทั้งยังต้องแบกค่าต้นทุน ค่าลิขสิทธิ์ ทำให้ไม่สามารถจะแบกต้นทุนได้อีกต่อไป จำต้องลดยอดพิมพ์และหันไปเน้นจำหน่ายผ่าน e-book แทน
 ใครที่เป็นแฟนการ์ตูน อย่าลืมอุดหนุนกันนะ

อ่านข่าวทั้งหมดได้ทาง voice tv
http://news.voicetv.co.th/thailand/236610.html

วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ข้าบดินทร์ ฉบับอีบุ๊ค ราคาสุดคุ้ม !



ข้าบดินทร์
ดูละครไม่ทันใจ ซื้อหนังสือฉบับอีบุ๊ค ไปอ่านดีกว่า
จากสำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม 
ราคา 500 บาท ลดเหลือเพียง 399 บาท !


สั่งซื้อราคาอีบุ๊คสุดประหยัดได้ที่นี่เลย

http://www.ookbee.com/shop/BookInfo?pid=81104112-50cd-4d41-b386-69d3086fe5a2&affiliateCode=2e1ce5900bcd4de0b10be0d21f207cc6


เรื่องย่อละครเรื่องข้าบดินทร์
    ในสมัยรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่เมืองปากน้ำ สมุทรปราการ เหม เป็นบุตรชายคนเดียวของ พระยาบริรักษ์ ผู้มีหน้าที่คอยดูแลจัดเก็บค่าระวางจากเรือที่ขนสินค้าที่เข้ามาในประเทศสยามโดยวัดจากความกว้างของปากเรือ ส่วนมารดาคือ คุณหญิงชม ซึ่งมีเชื้อสายมอญคลองบางหลวง เหมเป็นเด็กหนุ่มที่มีรูปงาม ผิวเนื้อเหลืองดั่งทองจนได้ชื่อว่าพ่อเหมรูปทอง เป็นที่รักใคร่ของทุกคนในบ้าน เหมมีความสนใจใคร่รู้ในเรื่องของชาววิลาศ (อังกฤษ) อย่างมาก เพราะในเมืองปากน้ำมีพวกฝรั่งวิลาศมาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากเนื่องจากเป็นเมืองท่าสำคัญ ในขณะที่ชาวบ้านทั่วไปต่างพากันหวาดกลัวพวกวิลาศ เพราะเห็นว่ารูปร่างหน้าตาสีผมสีผิวแตกต่างจากคนทั่วไป

    ในการแข่งว่าวชิงเงินเดิมพันที่เมืองปากน้ำ สมิงสอดน้อย นำว่าวกุลา (จุฬา) ของตนขึ้นแข่งกับว่าวของนักเลงคนอื่นๆ และสามารถเอาชนะได้อย่างง่ายดาย เหมกับพวกนำว่าวปักเป้าของตัวเองมาท้าประลองวางเดิมพันกับสมิงสอดน้อย สมิงสอดน้อยชะล่าใจ คิดว่าเด็กอย่างเหมไม่น่ามีพิษสงอะไรจึงรับคำท้าของเหม แต่ผลการแข่งขันกลับออกมาว่าเหมเป็นฝ่ายที่สามารถตัดสายป่านว่าวของสมิงสอดน้อยได้สำเร็จ สมิงสอดน้อยจึงทั้งเสียหน้าและเสียเงินพนันให้กับเด็กเมื่อวานซืนอย่างเหมจนได้ เหมไปเรียนวิชาทำสายป่านว่าวให้คมมาจาก ลุงรี แขกที่มารับใช้ แหม่มมาเรีย ฝรั่งชาววิลาศในเมืองปากน้ำ เหมกับแหม่มมาเรียสนิทสนมกันจนเหมได้เรียนรู้ภาษาวิลาศจากแหม่มมาเรียไปด้วย
   
    พระยาบริรักษ์ปรึกษากับคุณหญิงชมเรื่องที่ได้ยินข่าวลือว่าเหมไปทำตัวสนิทสนมกับพวกวิลาศ จึงเรียกตัวเหมมาสอบถามให้รู้เรื่อง เหมก็แก้ตัวไปว่าต้องการเรียนภาษาวิลาศเพื่อมาแบ่งเบาภาระของพระยาบริรักษ์ที่มีหน้าที่ต้องติดต่อกับพวกวิลาศเป็นประจำ พระยาบริรักษ์เจอลูกประจบเข้า ก็พูดไม่ออก แต่ในใจจริงแล้วไม่อยากให้เหมไปสนิทสนมกับพวกวิลาศนัก เพราะท่านมีความคิดฝังหัวว่าพวกวิลาศไม่ได้มาดี แต่จะมาเอาชาวสยามไปเข้ารีต หรือไม่ก็หวังจะมายึดครองประเทศแบบเดียวกับที่กำลังรุกรานพม่าอยู่ในขณะนั้น คุณหญิงชมแนะให้พระยาบริรักษ์นำตัวเหมไปฝากเรียนวิชากับพระครูโพ เจ้าอาวาสวัดท้ายน้ำ เพื่อจะได้รับราชการต่อไปภายหน้า อีกทั้งก็ยังสามารถแยกเหมออกมาจากพวกวิลาศได้ด้วย พระยาบริรักษ์ก็เห็นด้วยกับความคิดของคุณหญิง

เหมไม่อยากไปเรียนหนังสือที่วัด เพราะรู้ว่าพ่อกับแม่ต้องการให้เหมอยู่ห่างจากพวกวิลาศ จึงชักชวนให้ บุษย์ ลูกสมุนคนสนิท พากันหนี แต่ก็ถูกไล่ตามจับตัวมาจนได้ บุษย์จะถูกลงโทษ เหมขอร้องไว้ คุณหญิงชมจึงตัดสินใจให้ทั้งเหมและบุษย์ไปเรียนหนังสือที่วัดด้วยกัน เมื่อไปถึงที่วัด ท่านพระครูโพตรวจดวงชะตาของเหมแล้ว ก็รู้ว่าชีวิตของเหมจะต้องผ่านบททดสอบอย่างหนักเหมือนทองคำที่ต้องผ่านกระบวนการต่างๆ มากมายกว่าจะเป็นทองรูปพรรณอันงดงาม ท่านพระครูถามเหมว่าอยากเรียนวิชาการต่อสู้หรือไม่ แต่พระยาบริรักษ์ต้องการให้เหมเรียนหนังสือเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

    พระยาบริรักษ์ไปปฏิบัติหน้าที่ที่ด่านท่าเรือตามปกติ หลวงสรอรรถ เข้ามาเจรจากับพระยาบริรักษ์เพื่อขอให้ลดค่าระวางปากเรือให้กับเรือของกะปิตันฝรั่ง แต่พระยาบริรักษ์ไม่ยอม เพราะไม่ไว้ใจชาววิลาศกับหลวงสรอรรถเป็นทุนเดิม เนื่องจากเคยมีเหตุการณ์ที่กะปิตันแมคโดแนลลักลอบนำสินค้าหลบหนีภาษีเข้ามาในสยาม ขณะที่หลวงสรอรรถก็เข้ามาติดต่อกับพระยาบริรักษ์เพื่อหาทางหลีกเลี่ยงภาษี หลวงสรอรรถไม่พอใจที่พระยาบริรักษ์ไม่ยอมช่วยเหลือ จึงคิดจะไปเข้าหาเจ้าพระยาพระคลังเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่ก็รู้ดีว่ายากที่จะสำเร็จ เพราะเจ้าพระยาพระคลังเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่เด็ดขาด หลวงสรอรรถบังเอิญได้พบกับขบวนของหลานสาวท่านเจ้าพระยาพระคลังทั้งสามคน อันได้แก่ ทับทิม บัว และ ลำดวน หลวงสรอรรถนึกชอบใจในความงามของบัวซึ่งกำลังจะได้แสดงเป็นนางสีดาที่ตำหนักอัมพวาแทนทับทิมที่กำลังจะแต่งงานกับหมื่นพิพิธภูบาล จึงคิดจะเข้าทางหาเจ้าพระยาพระคลังโดยผ่านทางบัว

    หลวงสรอรรถไปเยี่ยมเจ้าพระยาพระคลัง พร้อมด้วยข้าวของเครื่องใช้โดยอ้างว่านำมาให้ใช้ในงานแต่งงานของทับทิม   และกำไลข้อมือมากำนัลแด่หลานสาวของท่าน         แต่เจ้าพระยาพระคลังรู้ทันว่าหลวงสรอรรถต้องการอะไร จึงปฏิเสธไปอย่างไม่ไยดี หลวงสรอรรถได้แต่กลับไปอย่างหงุดหงิดที่ไม่มีอะไรสำเร็จสักอย่าง ปิ่น มารดาของสามสาว กับทับทิมสงสัยว่าหลวงสรอรรถจะมาชอบพอบัว แต่ก็เห็นว่าไม่เหมาะสม เพราะหลวงสรอรรถนั้นมีภรรยาหลวงอยู่ก่อนแล้ว

    เหมเริ่มปรับตัวได้ จึงเรียนหนังสือได้อย่างรวดเร็ว ช่วงบ่ายๆ ระหว่างที่พระครูโพจำวัด เหมก็มักจะใช้เวลาไปเที่ยวเล่นในบริเวณวัดเพียงลำพัง ขณะที่เจ้าบุษย์แอบหลบไปจีบแม่แสงเนย ลูกสาวของจีนจู๊ เหมบังเอิญเห็นกลุ่มนายทหารที่ซุ่มฝึกซ้อมวิชาดาบอยู่ในดงตาลหลังป่าช้า จึงแอบเข้าไปดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น ในกลุ่มนายทหารที่ซุ่มซ้อมดาบนั้น มีสมิงสอดน้อยที่เคยแพ้พนันว่าวกับเหมรวมอยู่ด้วย เหมถูกจับได้ว่ามาแอบดู พุ่ม ชายพิการร่างแคระ หลานของพระครูโพช่วยขอร้องให้ปล่อยเหมไป แต่สมิงสอดน้อยยังแค้นเรื่องเก่าอยู่ ไม่ยอมปล่อยไปเปล่าๆ จึงท้าให้เหมมาสู้กัน ถ้าเหมแพ้ จะต้องถูกตัดลิ้น เหมฮึดสู้กับสมิงสอดน้อยจนสามารถทำร้ายสมิงสอดน้อยได้แต่ก็พ่ายไปในที่สุด สมิงสอดน้อยยอมปล่อยเหมไป ขรัวปู่ยม ผู้ฝึกสอน

เหล่าสมิงเห็นแววในตัวของเหม จึงอาสาจะฝึกสอนวิชาดาบอาทมาตให้กับเหม  เหมนั้นแม้จะกลัวพ่อกับแม่รู้ แต่อีกใจก็อยากเรียน จึงตกลงมาขอเป็นศิษย์ด้วยอีกคน

    บุษย์ได้ยินมาว่าแหม่มมาเรียไม่สบายหนัก เหมจึงหาโอกาสตอนที่คุณหญิงชมไปทำบุญที่วัด ลักลอบออกไปเยี่ยมแหม่มมาเรียที่บ้าน แหม่มมาเรียนั้นป่วยเป็นโรคฝีในท้อง จึงต้องใช้ฝิ่นเพื่อบรรเทาอาการปวด ทว่าพระยาบริรักษ์ บิดาของเหมนั้นตั้งข้อรังเกียจสินค้าชนิดนี้ ดังนั้น ไมเคิล เจเมสัน สามีของแหม่มมาเรีย จึงต้องแอบนำฝิ่นเข้ามาอย่างยากลำบาก หลายครั้งแหม่มมาเรีย จึงต้องเจ็บปวดทุรนทุรายเนื่องจากมีฝิ่นไม่พอบรรเทาอาการปวด แต่ถึงกระนั้นแหม่มมาเรียก็ยังเอ็นดูเหม และสอนภาษาวิลาศให้กับเหมด้วยความเต็มใจ ขากลับ เหมกับบุษย์ได้พบกับลำดวนที่แอบปีนต้นไม้ขึ้นไปดูเหมเข้าไปในบ้านของพวกวิลาศแล้วลงมาไม่ได้ เหมกับบุษย์จึงช่วยกันพาตัวลำดวนลงมา บัวกับพวกบ่าววิ่งตามมาหาลำดวนจนเจอ บัวเห็นหน้าเหมเข้าก็ประทับใจในความรูปงามของเหมทันที ลำดวนเปรยกับบัวว่าอยากมีพี่ชายใจดีแบบเหมบ้าง บัวเขินอาย นึกถึงแต่หน้าของพ่อเหมรูปทองตลอดเวลา

    ในวันงานแต่งงานของทับทิมกับหมื่นพิพิธภูบาล มีคนใหญ่คนโตมาร่วมงานกันคับคั่ง รวมทั้งพระยาราชสุภาวดี (ซึ่งภายหลังจะได้เป็นเจ้าพระยาบดินทรเดชา) พระยาบริรักษ์พาเหมกับคุณหญิงชมมาร่วมงานด้วย ระหว่างที่นั่งสนทนากันประสาผู้ใหญ่ พระยาราชสุภาวดีนำข่าวมาแจ้งว่ามีพระบรมราชโองการให้เหล่าขุนนางระมัดระวังตัวให้ดีเวลาติดต่อกับพวกวิลาศ เนื่องจากทางพม่าเพิ่งจะเสียเมืองยะไข่กับตะนาวศรีให้พวกวิลาศไป ฉะนั้นอย่าทำอะไรที่พวกวิลาศจะใช้เป็นข้ออ้างในการยึดครองเมืองได้ โดยเฉพาะพระยาบริรักษ์ซึ่งเคยมีเรื่องวิวาทกับพวกวิลาศบ่อยๆ พระยาบริรักษ์จำใจต้องรับปากเพราะว่าเป็นพระบรมราชโองการ จึงขัดขืนไม่ได้

    เหมกับบุษย์ไปเดินดูรอบๆ งาน และได้พบกับ คุณชายช่วง บุตรชายคนโตของพระยาพระคลัง คุณชายช่วงมีความสนใจในภาษาวิลาศเหมือนกัน เมื่อรู้ว่าเหมรู้ภาษาวิลาศจึงให้ความสนใจอย่างมาก ลำดวนมาเจอกับเหม เหมพูดคุยเล่นหัวกับลำดวนอย่างสนิทสนม ลำดวนดีใจที่มีพี่ชายที่ใจดีเพิ่มมาอีกคนหนึ่ง ระหว่างเดินกลับขึ้นเรือน เหมกับพระยาบริรักษ์เกือบมีเรื่องกับหลวงสร-อรรถ แต่โชคดีที่ได้คุณชายช่วงมาช่วยไว้ทันเวลา หลวงสรอรรถได้แต่แค้นใจที่ทั้งพระยาบริรักษ์และเหมดูจะเป็นศัตรูกับเขาไปทั้งสองคน ด้านคุณปิ่นเห็นหน้าเหมแล้วนึกชอบใจ จึงคิดจะจับคู่ให้เหมกับบัว จึงให้แม่สื่อไปทาบทามขอวันเดือนปีเกิดของเหมมา ด้านพระยาบริรักษ์เองก็ไม่ค่อยได้ดุด่าเหมเรื่องวิลาศอีก เนื่องจากคุณชายช่วงมีท่าทีสนับสนุนเหมให้เรียนภาษาวิลาศไว้

พระครูโพเริ่มสอนวิชาตำราพิชัยสงครามให้กับเหม ขณะที่วิชาดาบกับขรัวปู่ยมก็ก้าวหน้ามากขึ้น สมิงสอดน้อยเริ่มยอมรับในตัวเด็กหนุ่มถึงกับอาสามาเป็นคู่ซ้อมให้ สมิงสอดน้อยกำลังจะไปทัพเพราะได้ยินข่าวว่าทางกรุงศรีสัตนาคนหุตกำลังเรียกระดมพล จึงต้องขึ้นไปสอดแนมที่โคราช  เหมถูกเรียกตัวมาพบคุณชายช่วงเพราะคุณชายช่วงมีหนังสือภาษาวิลาศเล่มใหม่มาอวด เหมมาถึงเรือนตอนที่พวกสาวๆ อาบน้ำกันพอดี บัวเขินอายเมื่อรู้ว่าเหมเห็นเธอกำลังอาบน้ำอยู่ แต่จริงๆ แล้วเหมไม่ได้คิดอะไรกับบัวเลย เหมเอาขนมมาฝากลำดวน พวกบ่าวไพร่ก็เอาไปลือกันว่าเหมจะใช้ลำดวนเป็นสะพานเข้าจีบบัว ลำดวนรบเร้าให้บัวฝากใบพลูไปให้เหมเพราะอยากมีพี่ชาย บัวอิดออดแต่ยอมมอบใบพลูฝากลำดวนไปให้เหมในที่สุด บุษย์ล้อเลียนเหมว่าสาวเจ้ามีใจให้ แต่เหมกลับไม่สนใจ เพราะยังห่วงเรื่องเล่นเรื่องเที่ยวมากกว่าจะสนใจผู้หญิง

    พระยาบริรักษ์ออกไปรับเรือกำปั่นขนสินค้าของคุณไมเคิล เจเมสัน โดยมีหลวงสรอรรถมาเป็นนายหน้าเหมือนเช่นเคย สินค้าที่บรรทุกมาในระวางนั้นมีตุ๊กตากระเบื้องที่แอบซุกซ่อนฝิ่นเพื่อใช้บรรเทาอาการป่วยของแหม่มมาเรียอยู่ด้วย แต่หลวงสรอรรถกลับขนตุ๊กตาทั้งหมดไปใส่โกดังจนหมดเพราะหวังจะฮุบฝิ่นไว้เป็นของตัวเอง แล้วโทษว่าเป็นคำสั่งของพระยาบริรักษ์ มิสเตอร์เจเมสันพยายามมาติดต่อพระยาบริรักษ์เพื่อขอของคืนโดยนำสินบนมาให้ พระยาบริรักษ์ไม่พอใจ มิสเตอร์เจเมสันก็เข้าใจผิดว่าพระยาบริรักษ์จะฮุบของไว้ ทั้งคู่จึงก่อเรื่องวิวาทกันขึ้นมาอีก มิสเตอร์เจเมสันสะบักสะบอมกลับไป

    คุณหญิงชมฝันร้ายว่าฟ้าผ่าไฟไหม้กลางเรือน พระยาบริรักษ์นิ่งงันเพราะมันหมายความว่าบ้านช่องจะแตกยับอัปราภายในไม่กี่วัน แต่ก็ฝืนปลอบใจคุณหญิงชมว่าไม่ร้ายแรงอะไร ตกดึกคืนนั้นเหมได้ไปร่วมพิธีปลุกเสกของขลังกับกลุ่มของสมิงสอดน้อยที่วัด และได้รับผ้าประเจียดกับว่านเกราะเพชรไพฑูรย์ ซึ่งมีสรรพคุณทำให้หนังเหนียว จากขรัวปู่ยมมาเก็บไว้
   
    คืนเดียวกันนั้น พระพิชัยปราการคนสนิทของเจ้าพระยาพระคลัง มาตามตัวพระยาบริรักษ์ไปพบกับพระยาสมุหกลาโหมด้วยราชการด่วน ทว่าระหว่างทางไปที่เรือนของพระยาพระคลัง พระยาปลัดสมุทรปราการมาดักซุ่มเตือนภัยพระยาบริรักษ์ว่า มีผู้พบศพของมิสเตอร์เจเมสันถูกฆ่าตัดหัวหลังจากมีเรื่องวิวาทกับพระยาบริรักษ์ พระยาบริรักษ์ใจหายวาบ เพราะรู้ว่าตนเองกำลังถูกเพ่งเล็งว่าเป็นคนฆ่า ซึ่งการขัดขืนพระบรมราชโองการนั้นมีโทษถึงขั้นประหารและริบเรือน พระยาบริรักษ์จึงเร่งเดินทางกลับไปเตือนทุกคนที่บ้านให้แยกย้ายกันไปซ่อนตัวยังที่ปลอดภัย แต่ก็ไม่ทันการณ์ ทหารของพระยาสมุหกลาโหมบุกเข้ามาจับตัวพระยาบริรักษ์กับคุณหญิงชมไว้ได้ เหมที่กระโดดน้ำหนีไปได้แล้ว กลับหวนมาช่วยคุณหญิงชม แต่ก็ประดาบสู้แรงของขุนสิทธิสงคราม ทหารของพระยาสมุหกลาโหมไม่ได้ จึงถูกจับตัวไปด้วยอีกคน

พระยาบริรักษ์ คุณหญิงชมและเหม ถูกนำตัวไปขังไว้ในสถานที่คุมขังนักโทษ ได้รับความทุกข์ทรมานแสนสาหัส แต่กระนั้นพระยาบริรักษ์ก็ไม่ยอมรับว่าเป็นผู้สังหารมิสเตอร์เจเมสัน พระยาพระคลังเองก็ไม่เชื่อว่าพระยาบริรักษ์จะเป็นผู้สังหารชาววิลาศคนนั้น แต่หลักฐานหลายๆ อย่างกลับบ่งชี้ไปในทางนั้นทั้งหมด ทุกคนต่างกังวลว่าหากยังลงโทษคนที่กระทำผิดไม่ได้ พวกวิลาศอาจจะหาเรื่องทำสงครามกับประเทศสยามก็เป็นได้ พระยาปลัดสมุทรปราการมาขอร้องให้พระยาบริรักษ์เห็นแก่ชาติบ้านเมืองและส่วนรวมด้วยการยอมรับสารภาพความผิด พระยาบริรักษ์จึงยอมสารภาพ แม้จะฝืนใจเพียงใดก็ตาม แต่ความจริงแล้ว คนที่ฆ่ามิสเตอร์เจเมสันคือหลวงสรอรรถ ส่วนสาเหตุที่ฆ่าก็คือหักหลังกันเรื่องฝิ่นที่ลักลอบขนเข้ามา หลวงสรอรรถนั้นกุมความลับดำมืดของพระยาปลัดสมุทรปราการไว้     จึงบังคับให้พระยาปลัดสมุทรปราการมาเกลี้ยกล่อมให้พระยาบริรักษ์ยอมรับสารภาพแทน

    ด้านบุษย์กับ ไปล่ ผู้เป็นพ่อ หลังจากหนีรอดไปได้ ไปล่ก็คิดจะกลับมาช่วยพระยาบริรักษ์ แต่บ่าวคนอื่นๆ ไม่เห็นด้วย ต่างเข้ามารุมทำร้ายไปล่แล้วชิงเงินที่พระยาบริรักษ์แบ่งมาให้ ก่อนจะหลบหนีไป ไปล่กลายเป็นอัมพาตพูดไม่ได้ สองพ่อลูกต้องไปอาศัยพระครูโพอยู่ที่วัด สมิงสอดน้อยรู้เรื่องที่เหมถูกจับตัวไป จึงคิดจะไปชิงตัวเหมมา แต่พระครูโพกับขรัวปู่ยมห้ามไว้ บอกว่าไม่มีใครขัดขวางชะตากรรมได้ สมิงสอดน้อยจึงต้องยอมวางมือแต่โดยดี

    เมื่อทางบ้านของลำดวนรู้ข่าวของเหมกับพระยาบริรักษ์ การจับคู่ของเหมกับบัวจึงเป็นอันต้องตกไป คุณปิ่นกับ ขุนนาฏยโกศล  ผู้เป็นสามี จึงคิดจะส่งบัวเข้าไปถวายตัวในวังเสด็จในกรม เ พราะไม่ไว้ใจหลวงสรอรรถที่แวะเวียนมาบ่อยๆ บัวเองก็จำเป็นต้องตัดใจจากเหม ขณะที่ลำดวนเมื่อรู้ข่าวของเหม ก็ได้แต่นอนร้องไห้สงสารพี่ชายรูปทองที่ต้องประสบเคราะห์กรรมสาหัส
   
    คุณปิ่นพาบัวและลำดวนมาเดินตลาด ขณะเดียวกันนั้น พะทำมะรงก็พาบรรดานักโทษที่ไม่มีญาติคอยหาเลี้ยง ออกมาเดินขอทานตามถนน ซึ่งในนั้นก็มีพระยาบริรักษ์ คุณหญิงชมและเหมรวมอยู่ด้วย คุณหญิงชมเป็นลมตรงหน้าขบวนของคุณปิ่นพอดี คุณปิ่นไม่กล้าเข้าไปช่วยเหลือเพราะกลัวจะติดร่างแหไปด้วย บัวเองก็ไม่กล้าขัดคำสั่งมารดา ลำดวนสงสารเหมกับแม่จับใจ รีบคว้าแตงกวาไปป้อนให้คุณหญิงชมได้กินพอหายร้อน เหมกับแม่ซาบซึ้งในน้ำใจของลำดวนอย่างมาก พอคุณปิ่นตั้งสติได้ ก็กระชากตัวลำดวนกลับไปทันที

    พระยาบริรักษ์ คุณหญิงชมและเหมเดินทางเข้ามาในพระนครเพื่อฟังการตัดสินโทษ พระยาบริรักษ์ถูกตัดสินให้ทวนพระยาบริรักษ์ ๕๐ ที ริบราชบาตร แล้วเอาตัวพร้อมกับลูกเมียไปเป็นตะพุ่นหญ้าช้าง พระยาบริรักษ์ทนการถูกลงทัณฑ์ไม่ไหว เสียชีวิตหลังจากตกเป็นตะพุ่นหญ้าช้างได้ไม่นาน ด้านสองแม่ลูกต้องถูกเกณฑ์ไปยังที่ต่างๆ เมื่อนานวันเข้า ก็หายสาบสูญไป ไม่มีใครรู้ว่าไปอยู่ ณ แห่งหนตำบลใด
๙ ปีผ่านไป เกิดความวุ่นวายขึ้นในเขมร พระยาบดินทรเดชาได้เกณฑ์ไพร่พลขึ้นไปยังเมืองพัตบองเพื่อตระเตรียมรับมือกับญวน ในการนี้คณะปี่พาทย์ละครของขุนนาฏยโกศลถูกเกณฑ์ตามไปแสดงให้ขุนนางผู้ใหญ่ดูด้วย คุณปิ่นไม่ได้อยากไปนักเพราะกลัวลำบาก ขณะที่ท่านขุนนาฏยโกศลนั้นไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้นัก เพราะมีคู่หูใหม่คือ หมื่นวิชิตชลหาญ ที่มักจะนำสุรามามอบให้ท่านขุนบ่อยๆ แต่ที่จริงแล้วหมื่นวิชิตฯ นั้นหวังจะมาพบหน้าลำดวนที่ตอนนี้ได้รำเป็นตัวนางสีดาแทนบัวที่เข้าไปถวายตัวในวังเสด็จในกรมแล้ว คุณปิ่นเข้าไปหาบัวในวังเพราะหวังว่าบัวจะสามารถช่วยทูลขอให้ยับยั้งการเดินทางได้ ทว่าชีวิตของบัวในวังนั้นไม่ได้มีความสุขสบายเหมือนที่หวังไว้ เพราะเสด็จในกรมไม่ทรงโปรดนางละคร แต่กลับทรงไปขลุกอยู่กับพวกตัวละครนอกแทน บัวจึงไม่สามารถช่วยเหลือคุณปิ่นได้ คุณปิ่นจึงได้แต่หนักใจกับการเดินทาง เพราะเกรงว่าการไปอยู่ใกล้แม่ทัพนายกองทั้งหลาย จะทำให้ลำดวนเสียชื่อเสียง หมื่นวิชิตฯ ได้ข่าวการเดินทางครั้งนี้ จึงหาทางขอเป็นคนคุมกระบวนคณะละครจากพระมหานครไปส่งที่เมืองเวียงจันทน์ เพราะหวังว่าจะได้ใกล้ชิดกับลำดวน

    ระหว่างการเดินทางมุ่งสู่เมืองเวียงจันทน์ หมื่นวิชิตฯ ก็หาทางเข้าใกล้ลำดวน แต่ลำดวนก็ไม่ได้ใส่ใจเพราะไม่นึกชอบหมื่นวิชิตฯ ที่ดีแต่อวดเบ่งใส่คนอื่น ชอบคุยโตโอ้อวดว่าตนเป็นหลานของพระยานครนายก ในเมื่อสาวเจ้าไม่สนใจ  หมื่นวิชิตฯ   ก็เอาใจท่านขุนนาฏยโกศลแทนด้วยการนำสุราอย่างดีที่ขนมาด้วยให้ท่านขุนดื่มไม่อั้น ในขบวนดังกล่าวมีควาญช้างสองคนร่วมเดินทางมาด้วย ทั้งสองมีชื่อว่า ส่ง กับ มา นายส่งเป็นคนตาฟาง ส่วนนายมาเป็นคนหูหนวก อยู่มาวันหนึ่ง ขุนนาฏยโกศลดื่มเหล้าจนเมามายแล้วไปปีนต้นตาล ก่อนจะตกลงมาขาหักทั้งสองข้าง หมื่นวิชิตฯ ได้ยินว่ามีพวกกรมช้างนอกของ ขุนศรีไชยทิตย มาโพนช้างอยู่ละแวกเมืองโคราช จึงสั่งให้นายส่งกับนายมาไปขอความช่วยเหลือ นายส่งกับนายมาอิดออดไม่อยากไป แต่ก็ขัดหมื่นวิชิตฯ ไม่ได้ ลำดวนกับ หุ่น เพื่อนสนิท ออกไปตักน้ำด้วยกันในลำธาร ก็บังเอิญได้พบกับพวกที่มาโพนช้าง หนึ่งในนั้นก็มีเหมซึ่งมีหน้าที่เป็น “เสดียง” อยู่ด้วย แต่ลำดวนจำเหมไม่ได้ เพราะรูปลักษณ์ภายนอกของเหมเปลี่ยนไปมาก ส่วนหนึ่งเพราะเหล่าควาญช้างต้องถือกรรมซึ่งมีข้อห้ามต่างๆ มากมาย เช่น ห้ามตัดผมหรือว่าหนวดเครา ห้ามพูดจากับผู้หญิง ฯลฯ

    นายส่งกับนายมาไปตามขุนศรีไชยทิตย ปลัดในกรมพระคชบาลที่กำลังมาโพนช้างละแวกนั้นมาดูอาการของขุนนาฏยโกศล ตอนแรกขุนศรีไชยทิตยไม่คิดจะช่วยเพราะกำลังโพนช้างติดพันอยู่ แต่แล้วก็เปลี่ยนใจพาพรรคพวกมาช่วยในภายหลัง ขุนศรีไชยทิตยอาสานำทางชาวคณะไปส่งที่เมืองพัตบองให้ ลำดวนกับหุ่นได้นั่งช้างตัวที่เหมเป็นคนคุมอยู่ เหมคอยดูแลและกันท่าหมื่นวิชิตฯ ให้ลำดวน ทว่าเหมกลับไม่กล้าบอกความจริงกับลำดวนว่าตนเองคือใคร     บางครั้งเหมก็เผลอพูดจาเกี้ยวพาราสีลำดวนจนต้องไปต่อกรรมกับขุนศรีไชยทิตยอยู่บ่อยๆ ลำดวนเองจากที่เคยหวาดกลัวเสดียงหน้าดุ ก็เริ่มรู้สึกอบอุ่นและคุ้นเคยกับเหมอย่างประหลาด ยิ่งได้รู้ว่าคุณปิ่นก็คุ้นหน้าเสดียงหนุ่ม ลำดวนก็มั่นใจว่าเขากับเธอต้องเคยรู้จักกันมาก่อนอย่าง
แน่นอน ไม่แน่ว่าเสดียงหนุ่มอาจจะเป็นพี่เหมที่เธอผูกพันด้วยอย่างมาก ด้านหมื่นวิชิตฉวยโอกาสตอนที่ลำดวนเดินไปทำธุระในทุ่ง ตั้งใจจะเข้าไปลวนลาม เหมเห็นเข้าพอดี จึงลอบทำร้ายหมื่นวิชิตฯ เพื่อเป็นการสั่งสอนโดยให้ทุกคนเข้าใจว่าหมื่นวิชิตฯ ถูกผีป่าทำร้าย จนต้องทำพิธีขอขมาผีป่ากันยกใหญ่
   
    ขุนศรีไชยทิตยสังเกตเห็นรอยเท้าช้างใหม่ ก็รู้ว่าเป็นเจ้าสังข์ ช้างเชือกที่กำลังตามจับตัวอยู่ จึงสั่งให้พวกคณะละครหยุดรอระหว่างที่ไปโพนช้างกัน การโพนช้างครั้งแรกไม่ประสบความสำเร็จ ซ้ำยังมีควาญช้างตายไปหนึ่งคน ลำดวนร้องไห้เป็นห่วงว่าเสดียงหนุ่มจะตาย แต่เหมปลอดภัยดี ลำดวนลองเรียกเสดียงหนุ่มว่าเหม เหมชะงักแล้วรีบเดินหนีไป แต่ตกดึกคืนนั้นเหมก็แอบเอาพวงมาลัยดอกลำดวนมาแขวนไว้ให้ที่เพิงพัก ก่อนจะวางแผนพาแม่โต ช้างพังคู่ใจไปเป็นนกต่อจับตัวเจ้าสังข์มาจนสำเร็จ

    หมื่นวิชิตฯ กระวนกระวายใจเพราะเรื่องลำดวนไม่มีความคืบหน้า    จึงเข้าไปทาบทามสู่ขอกับท่านขุนนาฏยโกศลกับคุณปิ่น แต่ทั้งคู่ยืนยันว่าต้องถามความสมัครใจของลำดวนก่อน หมื่นวิชิตฯ ปรึกษากับพรรคพวกเพื่อหาวิธีที่จะได้ลำดวนมาเป็นเมีย ก็ได้รับคำแนะนำให้แสดงละครหลอกโดยใช้นายส่งกับนายมาให้เป็นประโยชน์ หมื่นวิชิตฯ จึงจ้างวานให้ทั้งสองคนไปลวนลามลำดวนขณะอาบน้ำอยู่ที่ลำธาร ทว่าแผนการกลับผิดพลาดจนเหมจับได้ ควาญทั้งสองซัดทอดว่าหมื่นวิชิตฯ เป็นคนสั่งให้ทำ หมื่นวิชิตฯ ไม่ยอมรับ ซ้ำยังจับตัวควาญทั้งสองไว้เพื่อลงโทษที่ใส่ความเขาด้วยการตัดลิ้น เหมแอบเข้าไปปล่อยตัวควาญทั้งสองคนไปเพราะรู้ดีว่าหมื่นวิชิตฯ เป็นต้นคิด ขุนนาฏยโกศลเรียกเหมเข้าไปขอบคุณที่ช่วยเหลือลำดวนไว้ ก่อนจะจำได้ว่าเหมคือลูกชายของพระยาบริรักษ์ที่ถูกลงโทษให้ไปเป็นตะพุ่นหญ้าช้าง เมื่อคุณปิ่นรู้เข้าก็ไม่สบายใจ จึงเข้ามาพูดกับเหมเพื่อให้เหมได้รู้ว่าในตอนนี้ฐานะของลำดวนกับเหมต่างกันมากเพียงใด เหมจึงได้แต่เศร้าใจในโชคชะตาของตน

    วันรุ่งขึ้นหลังจากเดินทางถึงเมืองพัตบอง ลำดวนกับเหมก็ต้องแยกย้ายกันไปตามทางของใครของมัน เหมบังเอิญได้พบกับสมิงสอดน้อย สหายเก่าที่ตอนนี้ได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นหลวงกำแหงพิชิต หลวงกำแหงฯ เลี้ยงดูปูเสื่อเหมอย่างเต็มที่ให้สมกับที่ไม่ได้พบกันมานาน ตกดึกคืนนั้น เหมที่มึนด้วยฤทธิ์สุรา ก็บุกบั่นไปหาลำดวนถึงที่เรือน ทั้งคู่เปิดใจให้กันและกันโดยไม่มีสิ่งใดมากั้นขวาง เหมตั้งใจว่าจะต้องลบล้างมลทินและพิสูจน์ตัวเองให้คุณปิ่นได้เห็นให้จงได้

    เจ้าพระยาบดินทรเดชามีคำสั่งให้พระศรีสิทธิสงครามเร่งจัดหานายทหารมีฝีมือเข้ามาประจำการในกองทัพ จึงได้จัดให้มีการประลองขึ้น หมื่นวิชิตฯ ก็มีชื่อในการประลองด้วย แต่หมื่นวิชิตฯ กลัวจะขายหน้าเพราะตนนั้นไม่มีฝีมือ   จึงไปนัดแนะกับครูดาบที่ตัวเองต้องประลองด้วย     แต่ก็ไม่สามารถตบตาเจ้าพระยาบดินทรเดชากับพระศรีสิทธิสงครามได้ การประลองจบไปโดยที่ยังหานายทหารที่มือฝีมือจริงๆ ไม่ได้สักคน หมื่นวิชิตฯ เห็นเหมเข้ามาชมการประลองด้วย ก็นึกหมั่นไส้ จึงแกล้งเสนอชื่อเหมให้เข้าไปประลอง

กับพระศรีสิทธิสงคราม เหมใช้วิชาดาบอาทมาตที่เรียนมาจากขรัวปู่ยมประลองกับพระศรีสิทธิสงครามจนได้รับชัยชนะ!!! เจ้าพระยาบดินทรเดชาจึงรับเหมเข้าเป็นทหารในกองทัพทันที ขุนนาฏยโกศลชื่นชมในความสามารถของเหม ขณะที่คุณปิ่นก็เริ่มจะอ่อนลงนิดหน่อยแล้ว

    พระยาปลัดสมุทรปราการ เพื่อนสนิทของพระยาบริรักษ์ก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่ถูกเกณฑ์มาทัพในครั้งนี้ด้วย ตั้งแต่พระยาบริรักษ์เสียชีวิต เหมกับคุณหญิงชมตกระกำลำบากเป็นตะพุ่นหญ้าช้าง พระยาปลัดสมุทรปราการก็ไม่เคยให้ความช่วยเหลือใดๆ ดังที่เคยให้สัญญากับพระยาบริรักษ์ไว้ เหมไม่ได้คิดแค้น แต่ชายหนุ่มก็เชื่อว่ากรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อมตามสนอง

    เมื่อกองทัพยกมาถึงเมืองโปริสารท เหมก็ได้พบกับบุษย์ ซึ่งตอนนี้ได้ไปเป็นไพร่ในสังกัดของเจ้าพระยาพระคลัง บุษย์ทำหน้าลาดตระเวนดูลู่ทางจะนำทัพของเจ้าพระยาพระคลังมาสมทบกับทัพของเจ้าพระยาบดินทรเดชาเพื่อเตรียมตัวตีเมืองไซ่ง่อน แต่ก่อนหน้านั้น ทัพของทั้งสองพระยาได้ร่วมมือกันตีค่ายญวนที่ปากคลองวามะนาว เหมเป็นผู้ออกอุบายเข้าไปประชิดกำแพงเมืองแล้วเข้าตีจนค่ายของข้าศึกแตกพ่ายเป็นผลสำเร็จ ทำให้ได้รับความดีความชอบเป็นอันมาก พระยาบดินทรเดชาจึงทำหนังสือขอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ปลดเหมกับคุณหญิงชมออกจากการเป็นตะพุ่นหญ้าช้างให้

    การรบครั้งต่อมาที่เมืองโจฎก ทัพของเจ้าพระยาบดินทรเดชาล้อมเมืองโจฎกไว้แล้ว ขณะที่พระยาปลัดสมุทรปราการเป็นผู้คุมทัพช้างมาทำศึก แต่พระยาปลัดสมุทรปราการเคลื่อนขบวนมาอย่างเชื่องช้าเพราะความรักสบายของตัว จึงทำให้ราชการศึกเสียหายเป็นอันมาก เหมเป็นผู้ออกความคิดพิชิตค่ายเข้าตีเมืองโจฎกได้อีกครั้ง เจ้าพระยาบดินทรเดชาโกรธมากที่พระยาปลัดสมุทรปราการทำให้เสียงานเสียการ จึงมีคำสั่งลงโทษให้ตัดศีรษะพระยาปลัดสมุทรปราการเสียบประจานไว้กลางทัพ เพื่อไม่ให้ผู้อื่นเอาเป็นเยี่ยงอย่าง หลังจากนั้นก็มีการบุกเข้าตีเมืองต่างๆ อีกหลายครั้ง และไทยก็เป็นฝ่ายที่ได้รับชัยชนะเหนือญวนทุกครั้ง

    พระบรมราชชนนีในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวสิ้นพระชนม์     เหมจึงต้องเดินทางกลับพระนครกับกองทัพเพื่อมาร่วมงานพระเมรุ เหมที่ตอนนี้ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นหมื่นสุรบดินทร์ ได้กลับไปพบกับคุณชายช่วง ที่ตอนนี้มีบรรดาศักดิ์เป็นหลวงสิทธิ์นายเวรแล้ว คุณชายช่วงดีใจมากที่เหมสามารถลบล้างมลทินให้ตัวเองได้ คุณชายช่วงเองยังคงสนใจเรื่องของวิลาศเหมือนเช่นเดิม ท่านเล่าให้เหมฟังว่านายห้างหันแตร หรือมิสเตอร์ฮันเตอร์ เจ้านายเก่าของมิสเตอร์เจเมสัน ตอนนี้ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นหลวงอาวุธวิเศษประเทศพานิช และทำการค้าขายอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ กับทางสยาม ในเวลานั้น นายห้างหันแตรกำลังติดต่อมาเพื่อขายเรือกลไฟที่เดินเรือด้วยพลังจักรไอน้ำ เหมเตือนว่าให้ตรวจดูสภาพของเรือให้ดีก่อนซื้อ คุณชายช่วงพอใจมาก คิดอยากจะได้เหมมาทำงานด้วย

   
เหมกลับไปหาคุณหญิงชมที่พำนักอยู่กับครอบครัวของขุนนาฏยโกศลที่กรุงเก่า คุณหญิงดีใจมากที่เหมประกอบคุณงามความดีจนได้ปลดตะพุ่น        เหมเกริ่นกับคุณหญิงชมว่าอยากจะให้ไปสู่ขอลำดวนกับขุนนาฏยโกศล คุณหญิงเองก็ยังจำความมีน้ำใจของลำดวนเมื่อตอนที่นำแตงกวามาให้กินได้ดีอยู่ จึงยินดีกับเหมด้วย เหมเริ่มฝันว่าจะสร้างบ้านอยู่ที่กรุงเก่ากับแม่ลำดวนเมียรัก

    คุณชายช่วงได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นจมื่นไวยวรนาถ และได้ขอตัวเหมมาช่วยทำงานด้วย เหมได้กลับไปเรียนภาษาอังกฤษอีกครั้งกับครูปีเตอร์     มิชชันนารีที่เดินทางมากับคณะนายแพทย์ของ แดน บีช แบรดลีย์ (หมอบรัดเลย์) แม้เหมจะเรียนภาษาอังกฤษ แต่ก็เรียนเพื่อให้รู้ทันพวกวิลาศเท่านั้น เพราะเหมไม่ไว้ใจพวกวิลาศอีกแล้วเนื่องจากประสบการณ์ที่เคยได้รับมา      เหมได้พบกับลำดวนและบัวในช่วงที่มีงานพระเมรุในพระนคร เมื่อบัวได้พบเหม ความรู้สึกเก่าๆ ก็เริ่มหวนกลับมาอีกครั้ง ฐานะของบัวในวังของเสด็จในกรมก็เริ่มจะไม่แน่นอน เนื่องจากกรมหลวงรักษรณเรศร์เองก็มีเรื่องอื้อฉาวเกิดขึ้น บัวรู้สึกอิจฉาลำดวนที่ได้หัวใจของเหมไป และเฝ้าแต่คิดว่าตนเองเคยรักเหมมาก่อน ถ้าครั้งนั้นไม่ใจเร็วด่วนได้ ตัดสินใจเข้ามาถวายตัวเพราะเห็นแก่ความสุขสบายแล้วล่ะก็ ป่านนี้ก็คงได้ครองคู่อยู่กับเหมไปแล้ว เหมถูกงูมีพิษกัดระหว่างทางกลับบ้าน บังเอิญที่หมอบรัดเลย์ผ่านมาพบพอดี จึงให้ความช่วยเหลือเหมเป็นอย่างดี ทำให้เหมเริ่มคลายความระแวงสงสัยในตัวของฝรั่งวิลาศลงไปได้บ้าง

    หมื่นวิชิตฯ ต้องการเอาชนะใจลำดวน   จึงเข้ามาขอความช่วยเหลือจากบัว แต่พอพูดถึงเหม หมื่นวิชิตฯ ก็สังเกตเห็นว่าบัวมีปฏิกิริยากับชื่อนี้ จึงรู้ว่าบัวก็มีใจชอบเหมเหมือนกัน หมื่นวิชิตฯ ยุยงให้บัวทำเสน่ห์ใส่เหมเพื่อแย่งเหมมาจากลำดวน บัวถูกหว่านล้อมจนยอมทำตามที่หมื่นวิชิตฯ แนะนำ หลวงกำแหงฯ พาพุ่ม หลานชายพระครูโพที่ตอนนี้เป็นหมอดูทำเสน่ห์มาหาเหมเพื่อแจ้งข่าวหมื่นวิชิตฯ และบัวที่ไปขอให้พุ่มทำเสน่ห์ใส่ลำดวนกับตัวเหม ทั้งๆ ที่การทำเสน่ห์นั้นเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ทุกคนจึงร่วมมือกันวางแผนจับหมื่นวิชิตฯ กับบัวให้ได้คาหนังคาเขาขณะทำพิธี หมื่นวิชิตโกรธแค้นที่ถูกหลอกจึงฆ่าพุ่มตาย ก่อนจะหลบหนีไป เหมประกาศก้องว่าจะจับหมื่นวิชิตฯ มาลงโทษให้ได้เพื่อเซ่นดวงวิญญาณของพุ่ม ด้านบัวนั้นพยายามอ้อนวอนขอความเห็นใจจากเหม แต่เมื่อได้รับคำยืนยันจากเหมว่าเขาไม่เคยมีเยื่อใยใดๆ กับเธอเลย บัวรู้สึกอับอายและสำนึกผิดกับลำดวนอย่างมาก

หลังจากที่กรมหลวงรักษรณเรศร์ถูกถอดพระยศและถูกตัดสินประหารชีวิต ทุกคนในวังก็ต่างพากันแยกย้ายกันไป บัวจึงตัดสินใจตามหม่อมดวงแขไปอยู่ที่เมืองลำปาง อุทิศตนให้กับพระพุทธศาสนาเพื่อชดใช้กรรมที่ก่อไว้ในชาตินี้ ด้านคุณหญิงชมก็เดินทางไปสู่ขอแม่ลำดวนกับท่านขุนนาฏยโกศลกับคุณปิ่น ตอนแรกคุณปิ่นก็ทำท่าจะไม่ให้เพราะหวงลูก แต่ท่านขุนก็เกลี้ยกล่อมจนคุณปิ่นเห็นใจในความรักของหนุ่มสาว จึงยอมยกลำดวนให้เหมแต่โดยดี

คุณชายช่วง เหมและบรรดาเสนาบดีต่างๆ มารอรับเรือกลไฟที่นายห้างหันแตรนำมาส่งมอบให้สยาม แต่เมื่อเรือกลไฟมาถึงจริงๆ กลับมีสภาพเก่า ไม่เหมาะสมกับราคาที่เรียก ทางสยามจึงปฏิเสธการซื้อ ทำให้นายห้างหันแตรโกรธมาก นายห้างหันแตรพยายามหาเรื่องทางฝั่งสยาม ที่หนักสุดก็ถึงขั้นข่มขู่ว่าจะยิงสลุตไปทางพระบรมมหาราชวัง เหมจึงวางแผนให้จับตัวนายห้างหันแตรและกะปิตันบราวน์ไปขังไว้ ถ้าจะมีปัญหา
ใดๆ เกิดขึ้นตามมา เหมก็ขอรับผิดชอบเองแต่เพียงผู้เดียว เมื่อถูกปล่อยตัวออกมาก   นายห้างหันแตรและกะปิตันบราวน์โกรธมากถึงขึ้นอาฆาตเหมไว้ว่าจะต้องกลับมาจัดการกับเหมให้ได้ ก่อนที่ทั้งคู่จะแล่นเรือกลไฟออกไปจากประเทศสยาม

    พระยาปากน้ำมาแจ้งกับคุณชายช่วงและเหมว่า จับตัวคนรับใช้ชาวอินเดียของมิสเตอร์เจเมสันที่ถูกฆ่าตาย ซึ่งเป็นต้นเหตุให้พระยาบริรักษ์พ่อของเหมได้รับโทษได้ คนรับใช้รายนั้นสารภาพว่ามิสเตอร์เจเมสันถูกหลวงสรอรรถฆ่าตาย เพราะหลวงสรอรรถต้องการยักยอกฝิ่นที่มิสเตอร์เจเมสันลักลอบนำเข้ามาไปเป็นของตัวเอง ด้วยเหตุนี้มลทินของพระยาบริรักษ์จึงได้รับการชำระสะสาง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงพระราชทานบำเหน็จให้เหมเป็น “หลวงสุรบดินทร์” เพื่อตอบแทนความทุกข์ยากและประกาศถึงความจงรักภักดีของพระยาบริรักษ์ ส่วนหลวงสรอรรถที่ตอนนี้ได้ข่าวว่าไปเข้าร่วมกับจีนตั้วเหี่ยทำการค้าฝิ่นเป็นปฏิปักษ์กับทางราชการนั้น ก็ทรงมีพระราชดำรัสให้มีการปราบปรามพวกที่ค้าฝิ่นให้หมดไปโดยเร็ว

    ในที่สุด เหมก็ได้แต่งงานกับลำดวนสมที่ตั้งใจไว้   ทว่าหลังจากแต่งงานได้ไม่กี่วัน   เหมกับ หมื่นไวยวรนาถ (คุณชายช่วง) ก็ถูกเกณฑ์ไปปราบปรามพวกจีนตั้วเหี่ยและก๊กต่างๆ ที่ค้าขายฝิ่นที่เมืองสาครบุรี หลังจากปราบปรามอยู่หลายเดือน เหมกับคุณชายช่วงก็ได้ข่าวว่าหลวงสรอรรถไปยุยงพวกจีนตั้วเหี่ยและจีนเชียงทองให้แข็งข้อกับขุนนางจากพระมหานคร ทั้งคู่จึงวางแผนล้อมจับจีนตั้วเหี่ยและบรรดาก๊กต่างๆ แล้วก็ยังได้ตัวหลวงสรอรรถมาด้วย เหมแม้จะโกรธแค้นหลวงสรอรรถเพียงใดที่ทำให้พระยาบริรักษ์เสียชีวิตและทำให้ตัวเขากับแม่ต้องตกระกำลำบาก แต่เหมก็ไม่ยอมตัดสินโทษแบบศาลเตี้ย จึงส่งตัวหลวงสรอรรถไปถูกลงโทษตามกฎหมายบ้านเมืองต่อไป

ด้านลำดวนตั้งครรภ์และคลอดลูกออกมาเป็นหญิง เหมจึงตั้งชื่อว่า “มาลัย” เพื่อเป็นตัวแทนความผูกพันของเขาที่มีต่อลำดวน หลังจากนั้นไม่นานนัก เซอร์ เจมส์ บรู๊ค ทูตคนใหม่จากประเทศเกาะบริเตนใหญ่ ก็เดินทางเข้ามาพร้อมกับหนังสือสนธิสัญญาฉบับใหม่ รวมทั้งเงื่อนไขให้คนภายใต้บังคับของอังกฤษสามารถทำการค้าได้อย่างเสรี และไม่สามารถใช้กฎหมายไทยลงโทษคนเหล่านั้นได้ ซึ่งเหมไม่เห็นด้วยกับเงื่อนไขข้อนี้ เหมถูกลอบยิงเนื่องจากเป็นตัวตั้งตัวตีคัดค้านเงื่อนไขในสนธิสัญญา แต่เคราะห์ดีที่ไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ คุณชายช่วงเป็นห่วงความปลอดภัยของเหม จึงเตือนให้เหมระวังพวกวิลาศไว้ เหล่าเสนาบดีผู้ใหญ่พิจารณาสนธิสัญญาของทูตานุทูตอังกฤษแล้ว เห็นว่าไม่เป็นธรรมกับทางสยาม จึงไม่เห็นสมควรทำตามข้อตกลง

ดังกล่าว คณะทูตของเซอร์ เจมส์ บรู๊คไม่พอใจอย่างมาก ทุกคนคาดหมายกันว่าทางอังกฤษคงจะหาเรื่องบุกสยามในไม่ช้า ขณะเดียวกัน พวกหลวงกำแหงก็บอกกับเหมว่าพบตัวหมื่นวิชิตฯ แล้ว

ทางอังกฤษนำเรือรบมาปิดปากอ่าว พร้อมกับยื่นข้อเสนอให้ส่งตัวเหมไปดำเนินคดีที่เรือรบอังกฤษในคดีที่เคยลวงนายห้างหันแตรไปคุมขังไว้ เหมจึงคิดจะเสียสละตัวเองเพื่อให้ประเทศชาติอยู่รอดเหมือนเช่นที่พระยาบริรักษ์ผู้เป็นบิดาเคยทำ แม้คุณชายช่วงและเจ้าพระยาพระคลังจะทัดทาน แต่ก็ไม่เป็นผล คุณชายช่วงกลัวว่าเหมจะไปตาย จึงขังเหมไว้ในบ้านแล้วให้คนเฝ้าไว้ให้ดี เหมข่มขู่บุษย์ที่คอยเฝ้าอยู่ว่าจะตัดบ่าวตัดนายด้วย บุษย์จึงยอมปล่อยตัวเหมไป

เมื่อรู้ว่าเหมหนีไปได้ เจ้าพระยาพระคลังก็สั่งให้คุณชายช่วงไปห้ามเหมไว้ แต่เหมไม่ยอมเปลี่ยนใจ ดึงดันที่จะทำตามความตั้งใจเดิมคือไปรับการตัดสินคดีบนเรือรบของอังกฤษ กะปิตัน บราวน์ที่เคยถูกเหมจับขังไว้คราวก่อน เฝ้ารอที่จะได้แก้แค้นเหมให้สาแก่ใจ ทว่าเมื่อเรือที่นำตัวเหมไปยังเรือรบอังกฤษลอยลำอยู่กลางแม่น้ำ เหมก็ตัดสินใจกระโดดลงน้ำทั้งๆ ที่ถูกพันธนาการด้วยโซ่เหล็กทั้งตัว กะปิตันบราวน์สั่งให้คนค้นหาร่างของเหมให้เจอ แม้จะเป็นศพไปแล้วก็จะนำขึ้นมาลงโทษให้สมแค้นให้จงได้!!!

ทางบ้านของเหม ทั้งคุณหญิงชม ลำดวน คุณปิ่นและท่านขุนนาฏยโกศลต่างเสียใจที่เหมต้องมาพบจุดจบเช่นนี้ ขณะที่ทางอังกฤษก็ไม่ละความพยายามที่จะงมหาศพของเหม แม้จะผ่านไปหลายวันแล้วก็ตาม ในที่สุดทางอังกฤษก็งมหาศพของเหมจนเจอในสภาพใบหน้าเละเทะเพราะถูกปลาทะเลกัดกิน กะปิตันบราวน์สั่งให้เอาแส้มาเฆี่ยนศพจนสมแค้นแล้วจึงทิ้งร่างลงทะเลไป พระยาปากน้ำสั่งให้เก็บศพของเหมขึ้นมาประกอบพิธีทางศาสนา ทว่าพระยาปากน้ำก็สังเกตเห็นว่าใต้ท้องแขนของศพนั้น ไม่มีรอยสักที่เป็นเครื่องหมายของการโดนโทษตะพุ่นหญ้าช้าง หลวงกำแหงรีบกลบเกลื่อนด้วยการบอกว่าคงเป็นเพราะแช่น้ำทะเลนานเกินไปนั่นเอง

เหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นก็คือ เหมสามารถปลดโซ่เหล็กได้อย่างง่ายดาย เนื่องจากเคยเป็น “เสดียง” มาก่อน หลังจากปลดโซ่เหล็กได้และกระโดดลงน้ำไป ที่ใต้น้ำนั้นก็มี หลวงเผด็จทินกร เพื่อนทหารในกองทัพ คอยรับตัวอยู่ หลวงเผด็จฯ นั้นมีความสามารถในการดำน้ำได้นานโดยใช้ลำมะละกอและท่อผักบุ้ง หลังจากนั้นก็พากันไปซ่อนตัวอยู่ในป่าก่อน ส่วนศพที่พบในทะเลนั้น ก็คือศพของหมื่นวิชิตฯ นั่นเอง เหมกลับมาอยู่กับลำดวนอีกครั้ง โดยที่รู้ตัวดีว่าคงไม่อาจกลับเข้ารับราชการได้อีกแล้ว แต่ลำดวนก็ไม่สนใจ ขอแค่ได้มีเหมอยู่เคียงข้างกัน หญิงสาวก็สุขใจแล้ว

หลายปีผ่านไป เหมทำงานเป็นควาญช้างอยู่ในเพนียดที่กรุงเก่า คุณชายช่วงซึ่งได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ ได้เดินทางมาหาเหมเพื่อขอให้เหมร่วมเดินทางไปกับคณะทูตที่จะไปถวายเครื่องราชบรรณาการแด่พระนางเจ้าวิกตอเรียแห่งอังกฤษ แต่เหมต้องปกปิดตัวตนและไปในฐานะหมอนวดเท่านั้น เหมลังเลว่าจะตอบรับคำขอร้องของคุณชายช่วงดีหรือไม่ ลำดวนจึงสนับสนุนให้เหมเดินทางไปกับคณะทูต เหมจึงตัดสินใจออกเดินทางมุ่งสู่ประเทศอังกฤษเพื่อปฏิบัติภารกิจเพื่อประเทศชาติ แม้จะไร้ชื่อ ไร้เกียรติยศชื่อเสียงใดๆ แต่ชายหนุ่มก็ยินดีและเต็มใจทำในฐานะ ... ข้าแห่งบดินทร์!!!
ข้อมูลจากhttp://www.thaitv3.com/%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%84%E0%B8%A3/336/%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C.html